1,3-d-glucan ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร? เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ถ้า 1,3-d-glucan มีการดูดซึมไม่ถูกต้องกับองค์ประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน 1,3-d-glucan ที่บริโภคเข้าไปจะไม่มีประโยชน์
ลำไส้เล็กเป็นส่วนของลำไส้ที่อาหารถูกย่อยหมดแล้ว ลำไส้เล็กของผู้ใหญ่ยาวประมาณ 20 ฟุต หรือ 6 เมตร เชื่อมต่อระหว่างกระเพาะอาหารกับลำไส้ใหญ่ ประกอบด้วย ลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenum) ลำไส้เล็กส่วนกลาง (jejunum) และลำไส้เล็กส่วนปลายสุด (ileum) ลำไส้เล็กส่วนปลายสุด มีขนาดเล็ก เชื่อมต่อจากส่วนของลําไส้เล็กส่วนกลางกับช่วงเริ่มต้นของลําไส้ใหญ่ มีความยาวประมาณ12 ฟุต หรือ 3.6 เมตร โดยมีลำไส้ส่วนกลางยาวน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของลำไส้เล็กทั้งหมด ช่วงแบ่งระหว่างลําไส้เล็กตอนปลายและตอนกลางไม่ชัดเจน ลําไส้เล็กส่วนต้นเป็นส่วนเริ่มต้นต่อจากกระเพาะอาหาร การดูดจับสิ่งมีชีวิตหรือสารที่แปลกปลอม (antigen) ที่เข้าไปในร่างกาย ทำให้ร่างกายผลิตสารโปรตีนขึ้นมาต่อต้าน (antibody) เริ่มมีการดูดจับบริเวณลาไส้เล็กส่วนปลายสุด โดยมีเซลล์พิเศษเรียกว่า M cells (M=microfold) ทำหน้าที่ดูดจับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นที่เป็นอนุภาคของแข็งและของเหลวถูกนำพาผ่านเนื้อเยื่อบุผิว (epithelium) ของลำไส้เล็ก ซึ่ง ณ ที่นี้มีเซลล์ต่างๆ จำนวนมาก ได้แก่ T cells, B cells, Macrophage และ dendritic cell เซลล์เหล่านี้ทำ หน้าที่กลืนกินสิ่งแปลกปลอมเข้ามา และทำเครื่องหมายให้ T cell สามารถจดจำสิ่งแปลกปลอมได้
M cell มีความสามารถดูดจับเชื้อโรค เช่น Salmonella, viruses และ microsphere การตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาว macrophage และเซลล์อื่นๆ ที่ทำหน้าที่กําจัดสิ่งแปลกปลอมในบริเวณนี้ เป็นกุญแจที่ต้องสุ่มมาตรวจสอบว่า M cell ดูดจับอะไรบ้าง
antibody ถูกพบเป็นจำนวนมากในบริเวณนี้เช่นกัน antibody เหล่านี้มีความสำคัญมากในการลดพิษของแบคทีเรีย ที่ออกมาในกระบวนการกลืนกินของเซลล์ (phagocytosis) มีเซลล์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะเรียกว่า phagocytes ทำหน้าที่ในการกําจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย ซึ่งก็คือการกําจัดเชื้อโรคนั่นเอง นอกจากนี้มีการเคลื่อนไหวของเซลล์คุ้มกัน (chemotaxis) และมี
กิจกรรมที่สำคัญมากในการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนของพื้นที่ในส่วนของลำไส้ กับเนื้อเยื่อที่มีความสำคัญต่อการตอบสนองของภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันจากการติดเชื้อจากสิ่งแปลกปลอมเข้ามา (lymphoid tissue) การระมัดระวังไม่ให้เกิดผลเสียต่อตัวเองจากสิ่งแปลกปลอมดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ว่าทำไมจึงแนะนำให้บริโภคสารที่สนับสนุนภูมิคุ้มกันเช่น เบต้ากลูแคน หรือ aloe MPS (ผลิตภัณฑ์จากว่านหางจระเข้) ขณะท้องว่างเพื่อ M cell เกิดประสิทธิภาพในการจำแนก ดูดจับและลำเลียงเชื้อโรคและอนุภาคต่างๆซึ่งอาจมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ความยาวหลายไมครอน ผ่านผนังลําไส้
อาจใช้เบต้ากลูแคนเป็นตัวอย่าง เบต้ากลูแคนไม่ละลายนำ รูปร่างไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับวิธีการสกัดขนาดของเบต้ากลูแคนไม่แน่ชัด มีตั้งแต่เล็กกว่าไมครอนจนถึง 3-5 ไมครอน ที่ไม่สามารถผ่านเข้าไปในลำไส้ได้ แต่ถ้าพิจารณาดู คงต้องมีขีดจำกัดว่า ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ลำไส้ให้ผ่านและให้ผ่านเข้าไปเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นที่ผิวและช่องว่างในลาไส้ ดังนั้นข้อแนะนำที่ให้บริโภคตอนท้องว่าง ไม่ใช่เกรงว่าเบต้ากลูแคนจะมีปฏิกิริยากับอาหารหรืออนุภาคที่ไม่ละลายนำ แต่เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่จุดดูดจับ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่ลำไส้มีช่องว่างมาก เช่นเดียวกันผลิตภัณฑ์ว่านหางจระเข้ ถ้าต้องการให้มีการดูดจับมากที่สุดในการบริโภคแต่ละครั้ง ต้องบริโภคในช่วงท้องว่างเช่นกัน เบต้ากลูแคนและผลิตภัณฑ์ว่านหางจระเข้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วย long chain polysaccharide การดูดจับจึงคล้ายคลึงกัน การบริโภคผลิตภัณฑ์ทั้งสองอย่างร่วมกันจึงส่งผลดีเพราะลำไส้เล็กเปิดทางให้เซลล์ใน M cell ที่ตอบสนองภูมิคุ้มกันจากเบต้ากลูแคนและผลิตภัณฑ์ ว่านหางจระเข้ในเวลาเดียวกัน


สนใจหนังสือเบต้ากลูแคน ติดต่อที่ 02-147-5900-1 คุณ ลัดดา (กุ้ง) ฟรี ค่ะ
ที่มา | หนังสือ เบต้ากลูแคน (Beta Glucan) “สนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยค้นพบมา” โดย รศ.ดร. องอาจ ผ่องลักษณ์